Google
(ใช้ค้นหาข้อมูลในเว็บบอร์ดนี้เท่านั้น)

ผู้เขียน หัวข้อ: Cambridge Audio : 851D รุ่นเล็กดี รุ่นใหญ่ยิ่งดี !!!!!!!  (อ่าน 4390 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

19-12-2014, 12:05:01

Piyanas

  • Piyanas Owner
  • Super hi-end player

  • ออฟไลน์
  • *
  • Believe and act as if it were possible to fail !!!

  • 4732
  • ข้อความส่วนบุคคล
    We're a home audio specialist
    • www.piyanas.com
  • ชุดที่เล่น: เลือก
  • Music: เลือก
  • Movies: เลือก
Cambridge Audio : 851D

เล็กๆ ทำมาแล้ว ขอทำแบบใหญ่ๆบ้าง

ท่านใดที่เป็นแฟนตัวยง ของ ปิยะนัส เวบบอร์ด น่าจะได้ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของทาง Cambridge Audio กับการทำตลาดในประเทศไทยมาโดยตลอด แต่เผื่อบางท่านที่ยังไม่ทราบ ขอแจ้งอีกครั้งครับว่าตอนนี้ Cambridge Audio นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท เซ็นทรัล เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าเครื่องเสียงแบรนด์ดังๆ มากมายในบ้านเราครับ  ซึ่งตอนนี้ ไลน์สินค้าที่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราก็ค่อนข้างครบถ้วน ทุกหมวดหมู่แล้วล่ะครับ ราคาก็สมเหตุสมผล ถ้ามองในภาพรวมถือว่า เป็นอีกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ และ ในระยะยาวถือว่าเล่นได้เลยครับไม่ต้องกังวลเรื่องของการบริการ

   คราวนี้ ตั้งแต่รู้ข่าวเรื่องการกลับมาของ Cambridge Audio ผมก็ได้หาข้อมูลสินค้าใหม่อยู่หลายตัว และก็ยังคิดกับตัวเองเลยครับว่า ถ้ามีสินค้าเข้ามา ผมจะลองตัวไหนดีน้า และสุดท้าย ด้วยรสนิยมการฟังที่เปลี่ยนไป และด้วยความน่าสนใจของสินค้า ทำให้หวยมาออกที่ เจ้า 851D นี่ล่ะครับ

ทำไมต้องเป็น 851D
-   ก็เพราะว่า ตัวอื่นๆ มีหลายท่านที่เป็นนักทดสอบทดลอง เขียนบททดสอบมามากมายแล้วครับ ส่วนเจ้า 851D นั้นเป็นสินค้าใหม่ครับ ตั้งแต่ออกมา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีท่านไหน ได้เขียนบททดสอบอย่างจริงจังออกมาครับ ผมก็เลยนับอาสา รีวิวเจ้าตัวนี้ครับ และอีกประการคือ หลังๆมา DAC ระดับกลาง หาตัวที่โดนใจไม่ค่อยจะเจอครับ เพียงแต่ว่าเจ้าตัวนี้ เพียงมองที่หน้าตาอย่างเดียวก็ถือว่าสอบผ่านแล้วล่ะครับ






851D คืออะไรครับ

851D ก็คือ D/A Converter หรือที่หลายๆท่านเรียกว่า DAC นั่นล่ะครับ เป็น external DAC ซึ่งรับสัญญาณ Digital จากแหล่งสัญญาณอื่นมาแล้วตัวมันก็จะทำหน้าที่ convert สัญญาณ Digital เป็น Analog แล้วส่งสัญญาณ Analog นี้ต่อไปที่แอมป์เพื่อส่งต่อให้กับลำโพงต่อไปครับ เพียงแต่ว่าเจ้า 851D นั้นจะพิเศษกว่าตัวอื่นๆหน่อยตรงที่ว่า เป็น DAC ด้วยแล้วก็ยังเป็น ปรีแอมป์ในตัวด้วยครับ  หมายความว่า ถ้าหากว่าจะไม่ให้ยุ่งยากจนเกินไป ก็ใช้เจ้า 851D นี้ เป็นทั้ง DAC ทั้งปรีภายในตัว แล้วต่อใช้งานกับ Poweramp อีกตัวก็สามารถประกอบร่าง ชุดฟังเพลงได้ทันทีครับ

ท่านใด ใคร่ใช้ๆครับ สำหรับภาคปรี ท่านใดไม่ใช้ ก็ปิดการใช้งานให้เป็นเฉพาะ DAC อย่างเดียวก็ได้เช่นกันครับ

851D รองรับสัญญาณ Digital อะไรบ้าง





Digital inputs:
•   Coaxial (a single jack for multi-channel audio)
•   TosLink optical (an optical fibre connection system)
•   BNC coaxial (a mini swift connect/disconnect radio frequency connection)
•   AES/EBU (a serial interface that transfers digital audio to amplifiers)
•   Asynchronous USB (a USB connection with a feedback loop that controls data per frame)
•   Bluetooth wireless connectivity through the APTX compatible B100 component

เอาเป็นว่าครบนะครับ จัดเต็มๆ ซะขนาดนี้ มีให้ทุกอย่างครับ Coax , Optic , AES/EBU ,USB เรียกได้ว่าเลือกใช้กันได้ตามอัธยาศัยเลยล่ะครับ เพิ่มเติมนิดหน่อยสำหรับ USB Input นะครับ

USB audio input

USB Type B conforming to Audio profile 1.0 or USB Audio profile 2.0 (user selectable) 1.0 or USB Audio profile 2.0 (user selectable) – คือเราสามารถเลือกได้จากหน้าเครื่องนะครับ ว่าจะให้เป็น Version ไหน

นอกจากนี้แต่ละ Input ก็รองรับสัญญาณได้ไม่เท่ากันครับ โดยถ้าเราพิจารณาจากสเปกจะพบว่า แต่ละช่องสามารถรองรับสัญญาณได้ดังนี้ครับ

Sample rates supported

USB Audio 1.0 16-24 bit, 32-96kHz
USB Audio 2.0 16-24 bit, 32-192kHz
TosLink 16-24 bit, 32-96kHz
S/PDIF 16-24 bit, 32-192kHz
BNC 16-24 bit, 32-192kHz
AES/EBU 16-24 bit, 32-192kHz
BT100 Bluetooth receiver: A2DP plus aptX (เคลมได้ว่าถ้าใช้งานช่องนี้ เสียง Bluetooth คุณภาพจะดีตามมาตรฐาน aptX ครับ)




จากภาพ สังเกตดูที่หน้าเครื่องนะครับ โดยค่า Default นั้นจะเป็น Input 1-6 แต่เมื่อเรานำไปใช้งานจริง สามารถเปลี่ยนชื่อ หรือ rename ใหม่ให้เป็นอะไรที่เราเข้าใจได้ง่ายๆครับ ซึ่งผมว่า จุดนี้เป็นจุดที่ดีมากๆเลยล่ะครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งจำว่า เอ ตอนนี้เราใช้ Input อะไรอยู่หว่า

จุดเด่นอื่นๆ ครับ
1.   ตัวเครื่องแน่นหนา ลดการสั่นสะเทือนและ resonance ได้เป็นอย่างดี เป็นตัวถังเดียวกับกับรุ่นอื่นๆ ในตระกูล AZUR 8 Series
2.   DAC เลือกใช้งาน Analog Devices AD1955 24-bit DACs คู่
3.   Output มีให้เลือกทั้ง RCA , XLR และช่องหูฟัง
4.   ราคาค่าตัวที่ถือว่าไม่แพงมากเมื่อเทียบกัเนื้อเสียงและเนื้องาน

ในการทดสอบนั้นผมได้ทดลองกับหลากหลาย system ทั้ง system ที่ฟังง่ายๆ คือ Integrated amp ตัวเดียวใช้งานสลับกันไปมาระหว่างเครื่องเล่นซีดี และ Digital file และนอกจากนี้ผมเองก็ได้ลองเล่นกับ System ใหญ่ระดับโชว์ออกงาน

ซึ่งจุดที่เห็นได้ชัดก็คือ พัฒนาการของเสียง ที่เมื่อเทียบกับน้องเล็กในตระกูล Dacmagic ซึ่งทำออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งหากถามว่าเสียงดีไหม คำตอบก็คือ ถ้าหากว่าเอาไปใช้กับชุดที่ไม่ใหญ่มากนักนั้นเสียงดีครับ หากแต่ว่า เมื่อนำไปใช้กับชุดใหญ่ๆ จะพบว่า ยังมีความบางและแสดงออกถึงความเป็น Digital อยู่บ้าง แต่พอมาเป็นรุ่นใหม่นี้ สำหรับรุ่น 851D จะเห็นไ้ด้ว่า ทั้งชุดเล็กและชุดใหญ่นั้น เจ้า dac ตัวนี้เอาอยู่ครับ บุคลิคของเสียงนั้นโดดเด่นในเรื่องของความสะอาด และมีน้ำมีเนื้อครับ เรียกได้ว่า ถ้าหากว่าได้องค์ประกอบดีๆ แทบจะแยกไม่ออกเลยล่ะครับ ว่าคุณกำลังฟังจาก source อะไรอยู่ (ในกรณีของ standard file 16/44.1 นะครับ)

ส่วนในกรณีของการฟังแบบ High Resolution นั้นก็ต้องบอกเลยครับว่า ในระดับราคา DAC ระดับนี้เจ้าตัวนี้ดูจะโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นอยู่ครับ  เป็นเสียงที่อุดมไปด้วยรายละเอียดและไม่บาดหูครับ จุดนี้สำคัญนะครับ เพราะว่าหลายๆท่านที่ไม่ชื่นชอบการฟังไฟล์ดิจิตอลก็มาจากจุดนี้นี่ล่ะครับ ดังนั้น หากจะเล่น DAC ดีๆ เครื่อเคียงต่างๆ ก็ต้องถึงเช่นกันนะครับ

ดังนั้น หากท่านใดสนใจจะเล่นเจ้า Cambridge Audio 851D นี้ผมมีข้อแนะนำครับ

1. สายสัญญาณ Usb ที่ต่อจาก Computer ไป Dac นั้นใช้รุ่นดีที่สุดเท่าที่เราเล่นไหวครับ ในการทดสอบนั้นผมใช้ Audioquest USB Diamond ครับ ซึ่งรุ่นนี้ ถือได้ว่าเป็น ที่สุดของที่สุดของสาย USB ตอนนี้เลยก็ว่าได้ครับ ส่วนท่านที่อาจจะต้องเซฟงบไว้หน่อย การเลือก USB Carbon หรือ Coffee ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกันครับ

2. สาย USB สำหรับ ต่อ HDD เข้ากับ Computer ครับ ในการทดสอบนี้ ผมก็ใช้งานกับ Diamond เช่นกันครับ ซึ่งหากท่านใดไม่เคยลองเจ้าสายเส้นนี้ และคิดว่ามันไม่มีผลแล้วล่ะก็ ผมบอกได้เลยครับ ว่าเราต้องก้าวข้ามจุดนี้ไปให้ได้ครับ เพราะว่า จุดนี้เองอาจจะเปลี่ยนวิธีการฟัง Digital file ของเราไปโดยสิ้นเชิงครับ ในครั้งแรกที่ลองผมก็คิดว่ามันไม่น่าจะต่างกันมาก แต่ที่ไหนได้ มันต่างกันซะเหลือเกินครับ ต่างจนชนิดที่เรียกได้ว่า เราทนฟังสายเส้นเดิมๆ มาตั้งนานได้อย่างไร

3. สายไฟ AC ซึ่งผมแนะนำให้ใช้สายที่ค่อนข้างจะมีน้ำมีเนื้อสักหน่อยครับ ยกตัวอย่างตอนที่ทดสอบ ผมลองใช้ Accustic Arts : Ferrite ซึ่งถือว่าได้น้ำได้เนื้อกำลังดี เหมาะกับการใช้งานคู่กับ 851D แต่นอกเหนือจากนี้อาจจะลองดูเทียบเคียงกับ Audioquest NRG-10 ดูครับ แตกต่างกันที่จริตจกร้าน ในบางจุด แต่โดยพื้นฐานนั้นน่าสนใจทั้งคู่ครับ ดังนั้น จุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจและจำเป็นอย่างยิ่งครับ

ก่อนจบ ย้ำนะครับว่าถ้าหากว่าคิดจะเล่น DAC คุณภาพสูงเรื่องของเครื่องเคียงต่างๆนั้น จะประหยัดไม่ได้นะครับเพราะว่าเมื่อปรุงออกมาแล้ว อาจจะไม่ดีเท่าที่ต้องการ แต่ในทางกลับกันนั้น ถ้าหากว่าปรุงได้ดีและลงตัวแล้วล่ะก็ การฟังเพลงจาก Computer Audiophile ก็จะเป็นสิ่งที่ทุกคนถวิลหาอย่างแท้จริงครับ




























เพียงเท่านี้การเล่นเจ้า DAC 851D ของเราก็จะได้คุณภาพเสียงสูงสุดแล้วครับ

ท่านใดที่กำลังมองหา DAC เพื่อเริ่มต้น การเล่น Computer Audiophile แล้วล่ะก็ ผมแนะนำให้ลองเจ้าตัวนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะครับ

ว่างๆ แวะเข้ามาทดสอบทดลองฟังกันได้ที่โชว์รูมปิยะนัส ทุกสาขาครับ ('o',)

 



ตอบ #119-12-2014, 13:45:05

นุกูล

  • Administrator
  • Super hi-end player

  • ออฟไลน์
  • *

  • 3166
  • ชุดที่เล่น: Stereo 2CH
  • Music: Jazz
  • Movies: Action
  • My Favorites:
เสียง DAC เทียบกับตัว Azur 851C เป็นไงบ้างครับ  afrio

ตอบ #219-12-2014, 14:28:05

wrh

  • Mini component

  • ออฟไลน์
  • *

  • 135
  • ชุดที่เล่น: เลือก
  • Music: เลือก
  • Movies: เลือก

ตอบ #320-12-2014, 13:16:46

Piyanas

  • Piyanas Owner
  • Super hi-end player

  • ออฟไลน์
  • *
  • Believe and act as if it were possible to fail !!!

  • 4732
  • ข้อความส่วนบุคคล
    We're a home audio specialist
    • www.piyanas.com
  • ชุดที่เล่น: เลือก
  • Music: เลือก
  • Movies: เลือก
เสียง DAC เทียบกับตัว Azur 851C เป็นไงบ้างครับ  afrio

หูย อันนี้ ตอยยากเลยครับ โดนเสียงใกล้เคียง แต่ว่า ตัว DAC แยก รายละเอียด ระยิบระยับกว่าครับ ('o',)

Google
(ใช้ค้นหาข้อมูลในเว็บบอร์ดนี้เท่านั้น)